7 เรื่องสยองของแฟชั่นยุควิคตอเรียน

10.02.26-Arsenic-Waltz

แม้ยุควิคตอเรียนจะเป็นยุคหนึ่งที่แฟชั่นมีความรุ่งเรืองจนส่งอิทธิพลต่อแฟชั่นในยุคปัจจุบัน แต่เบื้องหลังความงาม หรูหรา และฟูฟ่องเหล่านั้นต่างผ่านเรื่องราวอันน่าขนหัวลุก กรรมวิธีประหลาดที่อันตรายถึงชีวิตมาแล้วนับไม่ถ้วน และนี่คือ 7 เรื่องสยองของแฟชั่นยุควิคตอเรียน ที่อาจจะต้องแลกชุดสวยๆ ด้วยชีวิต

1. การย้อมสีด้วยสารหนู

oi5gsscfed260dhbjqjn
Image Source

ก่อนยุค 1780s เทคโนโลยีเรื่องสียังไม่เจริญ การผสมสีขั้นที่ 2 โดยเฉพาะสีเขียวจึงเป็นเรื่องยาก ในช่วงปลายยุค 1770s มีนักเคมีชาวสวีเดน-เยอรมัน ชื่อ “Carl Wilhelm Scheele” ได้ค้นพบวิธีการสร้างสีเขียวด้วยการผสมโปรแตสเซียมกับสารหนูในสารละลายกรดกำมะถัน จนได้รับการขนานนามว่า “Scheele’s Green” หรือ “Paris Green” ในเวลาต่อมา ด้วยเฉดสีที่สวยงามและเป็นที่นิยม ทำให้ผู้คนนำสีเขียวนี้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ทาผนังห้อง ผสมในเทียนไข ทาของเล่นเด็ก ทำบรรจุภัณฑ์ห่ออาหาร ซึ่งอันตรายจากสารหนูส่งผลข้างเคียงต่อผู้คนมากมาย ทั้งผิวหนังพุพองยามสัมผัส หรือคลื่นไส้อาเจียนยามสูดดม โดยเฉพาะการนำไปย้อมสีเสื้อผ้า ซึ่งส่งผลกระทบตั้งแต่คนงานตัดเย็บไปจนกระทั่งผู้สวมใส่ ว่ากันว่าต้นเหตุของการเสียชีวิตของนโปเลียนที่ถูกวางยาด้วยสารหนู ยาพิษนั้นอาจจะมาจากวอลเปเปอร์ลูกไม้ที่บ้านของเขาใน St. Helena ก็เป็นได้

fashionvictims2
“Emerald Green Dress” เดรสที่ถูกย้อมสีด้วยสารหนู | Image Source

2. ชุดนำโรค

ในยุควิตอเรียน ไม่เพียงทหารหรือชนชั้นล่างเท่านั้นที่ติดโรคจากการคุกคามของเหล่าปริสิตอย่างหมัด เห็บ และเหา จนก่อให้เกิดโรคไข้เทรนช์และไทฟัสจนเสียชีวิต แต่ชนชั้นสูงบางคนยังติดโรคเหล่านี้จากเสื้อผ้าที่กลายเป็นพาหะอย่างดี เนื่องจากถูกตัดเย็บ หรือทำความสะอาดโดยคนงานที่มีเชื้อนี้อยู่ในตัว อย่างเช่นลูกสาวของนายกรัฐมนตรี Sir Robert Peel ที่เสียชีวิตด้วยไข้ไทฟัสจากการสวมชุดขี่ม้าที่ผู้เป็นพ่อให้เป็นของขวัญ ซึ่งถูกตัดเย็บโดยช่างชาวบ้านที่เคยใช้ชุดนั้นคลุมให้สามีของเธอตอนที่ป่วยก่อนส่งต่อให้ลูกสาวของ Sir Robert ได้สวม นอกจากนี้ชุดอันฟูฟ่องลากพื้นของเหล่าสตรีในยุควิคตอเรียนก็ยังเป็นอีกสาเหตุหนึ่งในนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย เนื่องจากชายกระโปรงสัมผัสกับถนนที่สกปรกโดยตรง

3. ชุดสุ่มหายนะ

Danger of Crinoline
Image Source

ชุดกระโปรงสุ่ม หรือ “Crinoline” เป็นเทรนฮิตในสมัยยุควิคตอเรียน แต่ความงามเหล่านั้นกลับเป็นอันตรายต่อพวกเธอในการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะสาวที่ทำงานในโรงงานหรือเกี่ยวข้องกับเครื่องจักรกลต่างๆ ซึ่งเคยมีหญิงสาวคนหนึ่งที่ทำงานในโรงพิมพ์ถูกเครื่องจักรทับร่างจนเสียชีวิตเนื่องจากเครื่องจักรดูดชายกระโปรงอันฟูฟ่องของเธอ

ในปี 1860 โรงสีแห่งหนึ่งในเมือง Lancashire ถึงขั้นติดป้ายประกาศห้ามคนงานสวมชุดสุ่มนี้เข้าทำงาน แม้ว่าภายหลังชุด Crinoline จะได้รับการปรับให้เล็กลง แต่นั่นก็ยังเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตอยู่ดี บ่อยครั้งชายกระโปรงมักไปเกี่ยวกับล้อของรถม้า หรือเป็นเหตุให้พลัดตกบันได ซึ่งทำให้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตหลายราย

Punch
Image Source

4. ชุดติดไฟ

ชุดผ้าฝ้ายสีขาวได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปลายศตวรรษที่ 18 – 19 ซึ่งผ้าชนิดนี้เป็นอันตรายต่อผู้สวมเป็นอย่างมาก เนื่องจากติดไฟง่าย ในปี 1809 John Heathcoat ประดิษฐ์เครื่องทำผ้าตาข่ายขึ้นมาได้สำเร็จ ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อของผ้า Tulle หรือ Bobbinet ที่มักใช้ซ้อนใต้กระโปรงเพื่อเพิ่มวอลุ่มให้ดูหนาและใหญ่ขึ้น ซึ่งผ้า Tulle ถือเป็นวัสดุที่มีความไวไฟสูงมาก ในปี 1844 Clara Webster นักบัลเลต์ชาวอังกฤษถูกไฟไหม้เสียชีวิตขณะกำลังแสดงใน London’s Drury Lane เนื่องจากกระโปรงของเธออยู่ใกล้ไฟบนเวทีมากเกินไป

flammable skirts
Image Source

ไม่เพียงแค่นั้น ผ้า flannelette ที่ทอขึ้นมาจากผ้าฝ้ายก็ติดไฟง่ายเช่นกัน ผ้าชนิดนี้มักใช้ทำชุดนอนหรือชุดชั้นใน ซึ่งเด็กๆ มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกไฟไหม้เนื่องจากมักทำเทียนไขหล่นใส่เสื้อผ้าในตอนกลางคืน จนต่อมามีบริษัทหนึ่งได้ผลิตผ้า Flannelette แบบไม่ติดไฟขึ้นมาพร้อมโฆษณาโดยใส่วลีเด็ดว่า “strong’y recommended by Coroners.” (แนะนำโดยเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพ)

non-flam
Image Source

5. พิษจากสัตว์สตัฟฟ์

birdhat-clipart-graphicsfairy004

ซากนกสตัฟฟ์ได้รับความนิยมในการนำมาประดับตกแต่งหมวกของหญิงสาวในศตวรรษที่ 19 โดยสารพิษที่เป็นอันตรายเกิดจากสารหนูที่ใช้ในการสตัฟฟ์ รวมถึงสารเคมีอื่นๆ ที่ใช้ในการรักษาซากศพของนกให้สมบูรณ์อยู่เสมอ  นอกจากอันตรายแล้ว แฟชั่นการประดับหมวกด้วยนกสตัฟฟ์ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมในเรื่องของความโหดร้ายทารุณ โดยในปี 1887 Mrs. Haweis นักเขียนเกี่ยวกับแฟชั่นออกมาต่อต้านเทรนด์ดังกล่าวด้วยประโยคที่ว่า “A corpse is never a really pleasant ornament” (ซากศพไม่มีทางเป็นเครื่องประดับที่สวยงาม)

6. สารปรอท

หมวกคือเครื่องบอกฐานะในยุควิคตอเรียนที่มีกรรมวิธีการผลิตแสนอันตราย ซึ่งเหล่าช่างทำหมวกมักใช้สารปรอทในการทำให้ขนเฟอร์ของกระต่าย บีเวอร์ที่มีคุณภาพต่ำ แข็งกระด้างกลายเป็นเฟอร์ราคาแพงที่ดูนุ่มนวล เงางาม และดูมีราคาแพง ซึ่งสารปรอทสามารถเข้าสู่ร่างกายได้โดยง่ายผ่านทางการสูดดม หรือสัมผัส และส่งผลต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย ตั้งแต่ผิวหนังอักเสบ ไปจนถึงเสียชีวิต

131023_source_403
หมวกบุรุษทำขึ้นจากขนบีเวอร์ที่ผ่านกระบวนการฟอกสารปรอท | Image Source

7. สารตะกั่ว

สารตะกั่วถูกใช้ในการผลิตเครื่องสำอางในยุควิคตอเรียนที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากให้เฉดสีขาวแน่นและสวยงาม เพื่อให้เหล่าชนชั้นสูงโดดเด่นออกจากเหล่าสาวผู้ใช้แรงงาน ในปี 1869 หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัท American Medical Association ต้องชดใช้ค่าเสียให้กับผู้ใช้ 3 รายที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของ Laird’s bloom of youth แล้วไม่สามารถควบคุมมือและข้อมือได้ โดยแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นอาการของ lead palsy ที่เกิดจากพิษของสารตะกั่วและส่งผลให้กล้ามเนื้อลีบและอ่อนแรงแบบกะทันหัน

3b45143v
Image Source

Source

ติดตาม Jeab.com
Jeab.com มี LINE แล้วนะ
ติดตามเรื่องราวไลฟ์สไตล์ทันสมัยสำหรับผู้หญิงยุคดิจิตอล ได้ทุกวันผ่าน LINE ID @jeabdotcom
UPSTERRR!

UPSTERRR!

FASHION IMITATES LIFE, LIFE IMITATES ART.

No Comments Yet

Leave a Reply

Your email address will not be published.

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>